วันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Tense (ต่อ)


Present Progressive Tense



ประโยค Present Progressive Tense เชิงบอกเล่าโครงสร้าง: Subject + is, am, are + Verb 1 ing. (ประธาน + is, am, are + กริยาช่อง 1 เติม ing.) ตัวอย่าง:


1. Somchai is sleeping. (สมชายกำลังนอนหลับ)

2. I am playing football. (ฉัน กำลังเล่น ฟุตบอล)


ประโยค Present Progressive Tense เชิงคำถามและการตอบ


เมื่อต้องการแต่งประโยค Present Progressive Tense ให้มีความหมาย เชิงคำถาม

ให้นำ Verb to be มาวางไว้หน้าประโยค และตอบด้วย Yes หรือ No

ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้โครงสร้าง:

Is, Am, Are + Subject + Verb 1 ing. ? (Is, Am, Are +ประธาน + V.1 เติม ing?) ตัวอย่าง:

1. Is Somchai sleeping? (สมชายกำลังนอนหลับใช่หรือไม่) -Yes, he is. (ใช่ เขากำลังนอนหลับ) / No, he isn’t. (ไม่เขาไม่ได้กำลังนอนหลับ)


ประโยค Future Perfect Progressive Tense เชิงปฏิเสธ


เมื่อต้องการแต่งประโยค Future Perfect Progressive Tense ให้มีความหมายเชิงปฏิเสธ

ให้เติม not+ หลัง will หรือ shall

ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้โครงสร้าง: Subject + will, shall + not +have + been +V.1 ing (ประธาน + will, shall + not + have + been + กริยาช่อง 1 เติม ing)

ตัวอย่าง: 1. She will not (won’t) have been playing tennis. (หล่อนคงจะไม่เล่นเทนนิสอยู่)


หลักการใช้ Present Progressive Tense


1. ใช้กับการกระทำที่กำลังเกิดขึ้นในขณะที่พูด เช่น

1.1 I am studying English. (ฉันกำลังเรียนภาษาอังกฤษ)

1.2 Somchai is sleeping. (สมชายกำลังนอนหลับ)

1.3 They are watching TV. (พวกเขากำลังดูโทรทัศน์)

Tense


Tense

Tense คือ รูปของคำกริยาที่บอกเวลาของการกระทำ ในภาษาอังกฤษการกระทำที่เกิดขึ้นในเวลาที่แตกต่างกันจะใช้รูปของคำกริยาที่แตกต่างกัน เช่น

I am playing football now. (ฉันกำลังเล่นฟุตบอล)
I played football yesterday. (ฉันเล่นฟุตบอลเมื่อวานนี้)

ในประโยคที่ 1 รูปของคำกริยาคือ am playing บอกให้รู้ว่าการเล่นฟุตบอลกำลังเกิดขึ้นในขณะที่พูดประโยคนี้ออกมาในประโยคที่ 2 รูปของคำกริยาคือ played บอกให้รู้ว่าการเล่นฟุตบอลเกิดขึ้นเมื่อวานนี้
Tense แบ่งออกเป็น 3 ชนิดใหญ่ คือ

Present Tense ใช้กับการกระทำที่เป็นปัจจุบัน
Past Tense ใช้กับการกระทำที่เป็นอดีต
Future Tense ใช้กับการกระทำที่เป็นอนาคต

แต่ละ Tense แบ่งออกเป็น 4 Tense จึงมีทั้งหมด 12 Tense ดังนี้
Present Tense
Past Tense
Future Tense

1. Present Simple Tense
1. Past Simple Tense
1. Future Simple Tense
2. Present Progressive Tense
2. Past Progressive Tense
2. Future Progressive Tense
3. Present Perfect Tense
3. Past Perfect Tense
3. Future Perfect Tense
4. Present Perfect Progressive Tense
4. Past Perfect Progressive Tense
4. Future Perfect Progressive Tense
ทั้ง 12 Tenseย่อย มีโครงสร้างของประโยคดังนี้

Present Tense
Past Tense
Future Tense

1. S + V.1
1. S + V.2
1. S + will , shall +V.1
2. S + is ,am , are + V.1(ing)
2. S + was , were + V.1(ing)
2. S + will, shall + be + V.1(ing)
3. S + have , has + V.3
3. S + had + V.3
3. S + will , shall + have , has + V.3
4. S + have , has + been + V.1 (ing)
4. S + had + been + V.1(ing)
4. S + will, shall + have + been + V.1(ing)

ประโยค Present Simple Tense เชิงคำถามและการตอบ


เมื่อต้องการแต่งประโยคใน Present Simple Tense ให้มีความหมายเชิงคำถาม ทำได้ด้วยการนำ do หรือ does มาวางไว้หน้าประโยค และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้างของประโยคดังนี้ โครงสร้าง: Do / Does + Subject + Verb 1? (Do / Does + ประธาน + กริยาช่องที่ 1) ตัวอย่าง: 1. Does he walk to school? (เขาเดินไปโรงเรียนใช่หรือไม่)-Yes, he does. (ใช่ เขาเดินไปโรงเรียน) /No, he doesn’t. ( ไม่ใช่ เขาไม่ได้เดินไปโรงเรียน )

ประโยค Present Simple Tense เชิงปฏิเสธ

เมื่อต้องการแต่งประโยคใน Present Simple Tense ให้มีความหมายเชิงปฏิเสธ ทำได้ด้วยการใช้ Verb to do มาช่วย มีหลักการใช้ดังนี้ do ใช้กับประธานพหูพจน์ และ I กับ youdoes ใช้กับประธานเอกพจน์ ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้โครงสร้าง: Subject + do / does + not + Verb 1 (ประธาน + do / does + not + กริยาช่องที่ 1)ตัวอย่าง: 1. I do not (don’t) go to school by car. (ฉันไม่ไปโรงเรียนโดยรถยนต์)2. He does not (doesn’t) walk to school. (เขาไม่เดินไปโรงเรียน)
หลักการใช้ Present Simple Tense
1. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่เป็นความจริงตลอดไปหรือเป็นความจริงตามธรรมชาติ เช่น
1.1 The sun rises in the east.( พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก )
1.2 Fire is hot. (ไฟร้อน)